น้ำมนต์กับความเชื่อในการรักษาโรค นั้น จริงๆ แล้ว ก็มีมานาน คู่กับคนไทย ไม่ว่าจะไปทำบุญ ที่ไหน วัดไหน ก็มักจะให้หลวงพ่อ หลวงพี่ รดน้ำมนต์ เพื่อเป็นสิริมงคล หรือ ถ้ามีโรคภัยไข้เจ็บอยู่ก็จะนำน้ำมนต์หลวงพ่อกลับมาอาบ มาดื่ม อีกด้วย..

“น้ำมนต์” คือ น้ำที่ได้ผ่านพิธีทำน้ำมนต์ ปกติจะสำเร็จด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ของพระสงฆ์ ในงานพิธีมงคลต่างๆ หรือการเสกของพระภิกษุ หรือ คฤหัสถ์ ผู้ทรงวิทยาคุณ ซึ่งก็คือ ผ่านการทำสมาธิ ที่แน่วแน่ และพระปริตร ที่เป็นมนต์ทางศาสนา มาแล้ว นั่นเอง

น้ำมนต์ นิยมนำมาอาบ หรือ ดื่ม หรือประพรมที่ศีรษะ ประพรมภายในบ้าน บริเวณบ้าน ป้ายร้านค้า เป็นต้น นี่เป็นความหมายของน้ำมนต์ จากพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุด คำวัด ของ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต อย่างไรก็ตาม เพื่อเพิ่มความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ ผู้จัดทำส่วนใหญ่จะนำน้ำมนต์จากพระอารามหลวง 75 จังหวัด มาเทผสมรวมกัน
ซึ่งน้ำมนต์ ที่ขึ้นชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากพระอารามหลวง ทั้ง 75 จังหวัดแล้ว ยังมีอีก 2 แห่ง คือ
1. น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จากเศียรหลวงพ่อทองสุข วัดตูม (พระอารามหลวง) อยู่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ตามตำนานกล่าวว่า …สมเด็จพระนเรศวรใช้น้ำมนต์วัดตูม ชุบพระแสง และเป็นอารามที่ประกอบพิธีปลุกเสกเครื่องพิชัยสงคราม มาแต่ครั้งสมัยอยุธยา
2. น้ำมนต์จากเศียรหลวงพ่ออุ่นเมือง วัดน้ำฮูม อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ตามตำนานกล่าวว่า …พระเกศา พระสุพรรณกัลยา บรรจุอยู่ในสถูปวัดน้ำฮูมแห่งนี้
คติความเชื่อเรื่อง น้ำมนต์นั้น นอกจากความเป็นสิริมงคลสำหรับผู้ประพรม อาบ และดื่มแล้ว ยังมีคติความเชื่อ ที่ว่าด้วย น้ำมนต์ยังนำสิริมงคล และความสวัสดีมีโชคมาให้ ตลอดถึงกำจัด ปัดเป่าสิ่งอัปมงคล อันตราย และภัยพิบัติต่างๆ ได้ เช่น กรณีของน้ำมนต์เสือกินน้ำ ซึ่งเป็นตำรับการทำน้ำมนต์ของ พระครูปลัดปริยัติวรวัฒน์ หรือ หลวงพ่อบุญเลิศ เจ้าอาวาสวัดปราโมทย์ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ซึ่งท่านได้รับการถ่ายทอดจากพระธุดงค์รูปหนึ่งเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว
ความแตกต่างของน้ำมนต์ กับ น้ำปกติธรรมดาทั่วๆ ไปนั้น มีคำกล่าวของ นายโอฬาร เพียรธรรม ผู้เขียนหนังสือ ตามหาความจริงวิทยาศาสตร์กับพุทธธรรม และถอดกฎพบกรรม บอกว่า
ในระยะที่ผ่านมา มีการทดลองในญี่ปุ่น เกี่ยวกับน้ำที่ได้รับพลังจิตทางดี และทางร้าย ซึ่งมีผลทำให้รูปผลึกของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางสวยงาม หรือน่าเกลียดได้ทั้ง 2 ทาง ทั้งนี้ จากการทดลองของ มิสเตอร์มาซารุ เอโมโตะ ได้ถ่ายรูปผลึกของน้ำ เมื่อผ่านการฟังเสียงพูด เสียงเพลง ที่มีเจตนา อารมณ์ ต่างๆ กัน ผลึกของน้ำก็จะแตกต่างกันไป มีทั้งสวยงาม และไม่สวยงาม
การทดลองนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่ใช้ตัวอย่างนับร้อย และทำซ้ำๆ กัน ที่สำคัญ ก็คือ ผลงานนี้ก็ได้มีการเผยแพร่ให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้รับรู้ด้วย จึงมีคำถามต่างๆ ตามมาว่า น้ำ ทำไมจึงรับ พลังจิต ได้หลากหลาย จนกลายเป็นน้ำมนต์ น้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีกันทั่วโลกหลายพันปีแล้ว และกลายมาเป็นน้ำรักษาโรค
ส่วนความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมนต์นั้น คงต้องเริ่มอธิบายด้วยวิชาฟิสิกส์ด้านควอนตัม ซึ่งหมายถึง อนุภาคที่เป็นส่วนย่อยของอะตอมน้ำ ประกอบด้วย อะตอมของไฮโดรเจน และออกซิเจน มาจับตัวกัน (H2O) โดยอะตอมของธาตุใดก็ตาม ก็จะมีนิวเคลียส (ประกอบด้วยโปรตอน และนิวตรอน) มีอิเล็กตรอนวิ่งอยู่รอบๆ โปรตอน และนิวตรอน แยกเป็นอนุภาคย่อยได้อีก เรียก ควาร์ก (Quark) มีหลายชนิด แต่เรียกรวมๆ กันได้ว่า เป็นอนุภาคควอนตัม
สรุปว่า อนุภาคควอนตัมนี้ มีอยู่ในอะตอมของทุกๆ ธาตุในโลก ไม่ว่าของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ และอนุภาคควอนตัมนี้ มีคุณสมบัติแปลกๆ ที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น
จากผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ผสมจากความเชื่อ และ ประสบการณ์แต่โบราณของชาวไทยเรา เชื่อว่า น้ำ ที่กลายเป็น น้ำมนต์ นั้น มี พลัง ที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บ สร้างความสุขสวัสดีแก่ผู้ที่นำไปใช้ นอกจากนี้แล้ว ในเมืองไทย พระภิกษุผู้ปฏิบัติกรรมฐานได้ฌานระดับต่างๆ ก็ย่อมมีพลังจิตสูงแน่วแน่กว่าบุคคลธรรมดามาก สามารถส่งพลังจิตในแนวทางที่ต้องการ เพื่อบรรจุไว้ในน้ำ (หรือวัตถุมงคลอื่นๆ)
ในการสวดมนต์บทต่างๆ ในพิธีกรรมนั้น เมื่อแปลดูก็จะเห็นได้ว่า บทสวดมนต์แต่ละบทมีจุดมุ่งหมายต่างๆ กันไป เช่น บทสวดชินบัญชร ก็เป็นการอาราธนาพระพุทธเจ้าและสาวก ให้มาคุ้มครองให้มีความสวัสดี เหมือนมีเกราะแก้วป้องกันภัย ในขณะที่บทสวดโพชฌังคปริตร ก็น้อมนำเอาองค์แห่งการรู้แจ้ง ๗ ประการ มาช่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ ส่วนบทสวดมงคลปริตร ก็เป็นการน้อมนำเอามงคลทั้ง ๓๘ ประการ จิตที่มีความเมตตากรุณา จิตที่อยากให้ผู้รับ ปราศจากทุกข์โศกทั้งปวง จิตที่อยากให้ผู้รับพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ หรืออยากให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง มาก่อให้เกิดความเจริญความสวัสดีแก่ตน เป็นต้น
“เมื่อพระภิกษุ หรือใครก็ตาม ที่มีพลังจิตสูง ส่งพลังจิตอย่างใดอย่างหนึ่งโดยผ่านการสวดมนต์ พลังจิตชนิดนั้นๆ ก็จะไปบันทึกไว้ในน้ำ (หรือวัตถุมงคลอื่นๆ) และสามารถถ่ายทอดออกมา นำเอาไปใช้ในโอกาสที่ต้องการ คือ ผู้ใช้ต้องตั้งจิตแน่วแน่ ขอรับเอาพลังในสิ่งนั้นๆ มาใช้ให้เกิดผลดีกับตนก็คงเป็นคำอธิบายโดยสั้นที่สุด ที่จะเป็นได้ว่า ทำไมน้ำมนต์ และวัตถุมงคลอื่นๆ จึงศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้หลักการทั้งจากพุทธศาสนา และวิทยาศาสตร์ มาผสมกันครับ” นายโอฬารสรุปทิ้งท้าย
ขอขอบคุณเนื้อหาบางส่วน นำมาจาก หนังสือ ตามหาความจริงวิทยาศาสตร์กับพุทธธรรม และถอดกฎพบกรรม
Tags: ความเชื่อ, คาถา, น้ำมนต์, สมาธิ, สิ่งศักดิ์สิทธ์
ตำนานของประเพณีไหว้พระจันทร์ ที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะเป็นอย่างไรนั้นต้องมาดูกัน
โอม…มาท่องคาถาสารพัดนึก สมความปรารถนาทุกประการกันเถอะ
7 เรื่องนี้ ที่คนโบราณเขาบอกว่าเชื่อแล้วดี ไม่มีพิษภัยแน่นอนค่ะ
การได้ยินเสียงร้องของนกฮูกหมายถึงลางร้าย มีวิธีการแก้อย่างไร มาดูกันเลย
ลูกประคำเป็นเครื่องรางของขลังที่นิยมพกพา เพื่อขอพุทธานุภาพในการคุ้มครองป้องกันภัย